วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ต้นไม้มงคลนาม ๙ ชนิดของไทย

      ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างความสดชื่นร่มเย็นสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้แก่มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตบนโลก และที่สำคัญยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งอาหารของสัตว์บางชนิด ต้นไม้บางชนิดที่ปลูกจะให้ดอกที่มีสีสันสวยงามและให้คุณประโยชน์และมีบางชนิด ที่กำหนดให้เป็นไม้มงคล คือมีความเชื่อว่า ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของหรือผู้ปลูก และมีไม้มงคล ๙ ชนิดที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อนการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยปักไม้มงคลลงบนพื้นและลงอักขระ
ที่เรียกว่า หัวใจพระอิติปิโส ได้แก่ อะ สัง วิ สุ โล ปุ  สะ พุ ภะ ลงบนท่อนไม้ ชนิดละอักขระ
พร้อมทั้งปิดทองทั้ง ๙ ท่อน โดยปักวนจากซ้ายไปขวา (ทักษิณาวรรค) ไม้มงคลทั้ง ๙ได้แก่


๑. ราชพฤกษ์ ชื่ออื่นๆ คูณ ลมแล้ง

การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใด ปลูกต้นราชพฤกษ์ ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่า ต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูง และยังเป็น สัญญาลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วย นอกจากนี้คนไทยโบราณเชื่ออีกว่า ใบของต้นราชพฤกษ์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ ใช้ใบทำน้ำพุทธมนต์ สะเดาะเคราะห์ได้ผลดี ดังนั้นจึงถือว่า  ต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้าน และผู้อาศัย ควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ และเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก

ต้นราชพฤกษ์

๒. ชัยพฤกษ์ ชื่ออื่นๆ กัลปพฤกษ์

การเป็นมงคล คนไทยโบราณ เชื่อว่า  บ้านใดปลูกต้นชัยพฤกษ์ไว้ประจำบ้าน จะช่วยให้ประสพผลสำเร็จในชีวิตเพราะต้นชัยพฤกษ์ เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญญาลักษณ์ แห่งโชคชัยและชัยชนะ
  
ต้นชัยพฤกษ์
                                                                            
       
๓. กันเกรา ชื่ออื่นๆ มันปลา ตำเสาตะ ตะมะซู

การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า เป็นเครื่องป้องกันอันตรายทั้งปวง
ต้นกันเกรา
ดอกกันเกรา

๔. สัก ชื่ออื่นๆ เคาะเยียโอปายี้

การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นสักไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีศักดิ์ศรีเพราะสักหรือศักดิ์ คือการมีศักดิ์ศรี มีเกียรติศักดิ์ บรรดาศักดิ์ นอกจากนี้ สักหรือ สักกะคือ พระอินทร์ผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ ดังนั้น สักจึงเป็นไม้มงคลนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นสักไว้ทางทิศเหนือ

ต้นสัก

๕. ทองหลาง ชื่ออื่นๆต้นประวาลพฤกษ์หรือต้นปาริชาติ

การเป็นมงคล คนไทยเชื่อว่า บ้านใดปลูกทองหลางไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีทองมาก มีความร่ำรวย เพราะทองหลางเป็นไม้มงคลนาม คือมีทองมากมายหลากหลาย นอกจากนี้ ทองหลางใบสีทองยังมีความสวยงามดุจประกายทองสีเหลือง เรืองรองดูตาดตาและ โบราณยังมีความเชื่ออีกว่า ถ้านำใบทองหลางไปใช้เป็นเครื่องประกอบในพิธีสำคัญทางศาสนาจะทำให้เกิดสิริมงคลยิ่งขึ้น เช่น พิธีปลูกบ้าน พิธีแต่งงาน และยังเชื่ออีกว่า ต้นทองหลางเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่ปลูกบนสวรรค์ ในสมัยพุทธกาล จึงได้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นประวาลพฤกษ์ หรือต้นปาริชาติ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยควรปลูกต้นทองหลางไว้ทางทิศเหนือ

ต้นทองหลาง
ดอกทองหลาง

๖. พะยูง ชื่ออื่นๆ กระยง พยูง ประดู่เสน

 การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพะยูงไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความเจริญความมั่นคงเพราะยูงหรือ พะยูง คือการช่วยพยูงให้คงอยู่ให้มั่นคงแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความสง่า เพราะโบราณ ได้เปรียบเทียบไว้ว่ายูงยางสูงกว่าโดดเด่นเห็นตระการตา คือ มีความสว่างในตัวเอง ซึ่งคล้ายกับความสง่าของนกยูง เป็นสัตว์ชั้นสูงชนิดหนึ่ง และยังมีคนโบราณบางคนได้กล่าวไว้ว่า พยูงหรือกระยงก็คือ กระยงคงกระพันได้อีกแง่หนึ่ง เช่นกัน ทั้งนี้เพราะโบราณถือว่า เนื้อไม้ของพะยูงเป็นเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งและมีอิทธิฤทธิ์พอสมควร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและผู้ปลูก ควรเป็นสุภาพบุรุษเพราะเชื่อพะยูงเป็นชื่อที่เหมาะสมสำหรับสุภาพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า แก่นไม้พะยูงมีลักษณะที่แข็งแกร่งจึงเปรียบเทียบความแข็งแรงเหมือนกับสุภาพบุรุษ

ต้นพะยูง

  
ไม้พะยูง
๗. ขนุน ชื่ออื่นๆ มะหนุน หมักหมี่

การเป็นมงคล ไม้ขนุน หมายถึง หนุนบารมี เงินทอง ให้ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น จะมีผู้ให้การเกื้อหนุนจุนเจือ คนไทยโบราณให้ปลูกไว้หลังบ้าน ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้

 
ต้นขนุน

๘. ทรงบาดาล ชื่ออื่นๆ ขี้เหล็กหวาน

การเป็นมงคล  คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทรงบาดาลไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่ กว้างขวาง เพราะ ทรงบาดาล คือผู้เป็นใหญ่แห่งนาคพิภพในชั้นบาดาลและยังมีบางคนกล่าวว่า ทรงบาดาลหรือทรงบันดาล คือความเกิดขึ้นแห่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ และยังมีความเชื่อถือว่า จะทำให้มีทองมากเพราะดอกทรงบาดาลสามารถออกดอกตลอดปี ลักษณะดอกขณะบานมีสีทอง เรืองรองดั่งทองอำไพ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นทรงบาดาลไว้ทางทิศตะวันตก

ต้นทรงบาดาล

 ๙. ไผ่สีสุก 

การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า  บ้านใดปลูกไผ่สีสุกไว้ประจำบ้าน ทำให้คนในบ้านมีความซื่อตรง ความบริสุทธิ์เพราะต้นไผ่มีการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านตรงและเรียบ ส่วนภายในปล้องมีความขาวสะอาด นี่ก็เป็นความเชื่อของไผ่ทั่วไปสำหรับ ต้นไผ่สีสุกโบราณมีความเชื่อว่าอีกว่า ทำให้เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยเกิดความมั่งมี อยู่ดีมีสุข เหมือนกับชื่อของต้นไผ่สีสุก เพราะเป็นไม้มงคลนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นไผ่สีสุกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน นิยมปลูกริมรั้วบ้านเพราะแตกกอ กว้างใหญ่

ต้นไผ่สีสุก


ขอบคุณข้อมูลจาก เอกสารวิชาการ กรมวิชาการเกษตร และ คุณกานดา แสนมณี

ไม้ควรปลูกและไม่ควรปลูก


โป้ยเซียน
ต้นไม้แห่งโชคลาภ เพราะเชื่อว่า ต้นไม้ชนิดนี้จะนำโชคลาภมาสู่คนในบ้าน และครอบครัวอยู่กันอย่างเป็นสุข ถ้าเมื่อไหร่ออกดอก 8 ดอก จะโชคดีเป็นมงคลมาก

ต้นโป้ยเซียน

วาสนา
แค่ชื่อก็มงคลสุดๆ แล้ว ถ้าบ้านใครมีต้นวาสนา จะทำให้มีความสุข สมหวังในชีวิต ต้นวาสนาเป็นต้นไม้แห่งโชคลาภด้วย ยิ่งเมื่อไหร่ที่ออกดอกสวยงาม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว เขาว่าจะมีโชค คิดอะไรก็สมปรารถนา ให้ผู้หญิงปลูกจะดีที่สุด

ต้นวาสนา

เข็ม
ต้นไม้แห่งความเฉลียวฉลาด เพราะสัญลักษณ์ของปลายดอกเข็มที่แหลมคม คือความฉลาดหลักแหลมนั่นเอง หากมีลูกมีหลานกำลังศึกษาเล่าเรียน ต้นเข็มเหมาะสมที่สุดแล้ว เพราะจะทำให้คิดอ่านได้ดี มีความคิดที่เฉียบขาด

ต้นเข็ม

กระบองเพชร
ต้นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำสักเท่าไรนัก แต่เหมาะกับการปลูกภายในบ้านอย่างมาก เพราะต้นกระบองเพชรจะช่วยส่งเสริมเรื่องหน้าที่การงาน โชคลาภ ยิ่งออกดอกสวยงามเท่าไร หมายความว่า ความโชคดีกำลังจะมาเยือน

ต้นกระบองเพชร


แก้ว
เขาว่ากันว่าเปรียบเสมือนความรักบริสุทธิ์ หากปลูกต้นแก้วภายในบ้าน สมาชิกภายในบ้านจะมีจิตใจบริสุทธิ์ มีความรักต่อกัน มีคนรักเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ


ต้นแก้ว

รัก
โบราณเชื่อกันว่า หากบ้านใดมีต้นรักอยู่ในรั้วบ้าน สมาชิกภายในบ้านนั้น ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในความรัก เนื่องจากว่ากันว่าต้นรักจะทำให้ความรักยุ่งยาก มีรักซ้อน หรือมีหลายรักนั่นเอง

ต้นรัก

มะละกอ
ต้นมะละกอถูกจัดให้เป็นไม้ไม่มงคลในบ้าน เพราะด้วยชื่อที่ออกความหมายไม่ค่อยจะดีนัก ที่มีคำว่า ละ จึงเหมือนการแตกเหล่ากอออกจากครอบครัวเหมือนความแตกแยก ความไม่สามัคคี บ้านหลังนั้นก็จะไม่มีความสุข เอาไปปลูกนอกรั้วบ้านไว้กินนั่นคือทางแก้

ต้นมะละกอ

เต่าร้าง
ต้นนี้ก็ตามชื่อเลย ออกไปแนวทางเลิกรา หย่าร้าง หากบ้านใดมีต้นเต่าร้าง สามีภรรยามีแนวโน้มเลิกกันสูง จนถึงขั้นต้องเลิกรากันไป รีบกลับไปสำรวจหลังบ้านด่วนๆ เลยจ้า

ต้นเต่าร้าง

งิ้ว
ชัดเจนมากที่สุดต้นนี้ เพราะเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความไม่ซื่อสัตย์ การกระทำผิดต่อคนรัก ซึ่งถือเป็นต้นไม้ที่ไม่มงคล จึงมักนิยมนำมาปลูกภายในบ้าน

ต้นงิ้ว

นางแรกแย้ม
ห้ามที่สุดคือต้นนี้ เพราะต้นนางแย้มป่า คือต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่ หากนำมาอยู่ภายในบ้าน ก็จะนำภูตผีเข้ามาอยู่ภายในบ้าน และนำสิ่งไม่ดีเข้าบ้านด้วย

ต้นนางแรกแย้ม


เรื่องและภาพจากเว็บcampus-star.com


วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

10 พรรณไม้กับบ้านไทย



posted on 27 Jun 2011 00:34 by homeidea

     มา เลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับบ้านไทยกันดีกว่า ใช้พรรณไม้ที่บ่งบอกถึงความเป็นสวนเมืองร้อน (Tropical Garden) โดยเลือกให้เหมาะกับสถานที่และการใช้งาน
เพราะต้นไม้มิได้ใช้ เพียงเพื่อประดับตกแต่ง แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศสวนให้สดชื่น พรางส่วนที่ไม่น่ามองและสร้างจุดเด่นในมุมที่ต้องการได้ ทั้งนี้เราต้องคำนึงถึงลักษณะรูปทรงต้น พุ่มใบ ลักษณะใบ และลักษณะนิสัยต้นไม้นั้นๆ มาดูพร้อมกันเลยดีกว่าครับ ว่าพรรณไม้อะไรเข้าท่าบ้าง

     ลั่นทม ( Plumeria spp)
ไม้ ยืนต้น สูง 6-8 เมตร แม้จะไม่ใช่ต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรา แต่ด้วยลีลาของกิ่งก้านที่แผ่กว้าง สวยงามเป็นธรรมชาติ ทำให้สามารถปลูกลั่นทมประดับคู่เรือนไทยได้โดยไม่ขัดกัน และหากปลูกกลางสวนไทยที่มักเป็นสนามหญ้าโล่ง จะยิ่งทำให้ลั่นทมต้นสวยกลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติที่ดึงดูดสายตา ให้สวนบ้านไทยชวนมอง
 
ลั่นทม
    
 พิกุล ( Mimusops elengi L)
พิกุล ชื่อนี้ที่คนไทยคุ้นมานาน เป็นไม้ยืนต้นสูง 5-18 เมตร ลักษณะเด่นของพิกุลอยู่ที่ทรงพุ่มแน่นทึบ และมีรูปร่างค่อนข้างเป็นพุ่มกลม กอปรกับมีใบละเอียดเล็ก ทำให้ภาพรวมออกมาเป็นต้นไม้ที่มีรูปทรงเรขาคณิต หากปลูกพิกุลเรียงเป็นแนว จัดจังหวะให้สมมาตรในสไตล์คล้ายสวนฟอร์มัล จะช่วยส่งเสริมให้เห็นความสง่างามของเรือนไทย

 
พิกุล

     หมากเขียว ( Ptychosperma macarthurii H.A. Wendl.)
ไม้ พุ่ม สูงประมาณ 3-6 เมตร จัดอยู่ในกลุ่มวงศ์ปาล์ม-มะพร้าว ใบเป็นรูปขนนกดูพลิ้วไหว สวยงาม เมื่อนำปลูกลงดิน แตกกอใหญ่กึ่งทึบกึ่งโปร่ง โดยทั่วไปจึงนิยมนำมาปลูกเป็นแนวรั้วข้างบ้าน เพื่อปิดบังสิ่งไม่น่ามอง หรือปลูกเป็นฉากหลัง เป็นจุดจบสายตาในสวน บ้างก็ปลูกเป็นกอวางเข้ามุมเพื่อลบความแข็งกระด้างของเหลี่ยมมุมนั้น สำหรับเรือนไม้แบบไทยๆ ก็สามารถนำหลักการเดียวกันมาใช้ได้ ทำให้นึกหวนกลับไปที่ภาพเรือนไทยในอดีต ยกพื้นสูง ปลูกไม้ผลไม้กินได้รอบบ้าน โดยเฉพาะต้นหมากที่หน้าตาและเส้นใบคล้ายกัน
 
หมากเขียว

     จั๋งจีน (Rhapis humilis Bl)
ไม้ พุ่ม สูง 2-4 เมตร มีลักษณะเด่นที่ใบประกอบเป็นรูปพัด พุ่มกอแน่นสวยงาม เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตมรสุม ด้วยพื้นเพชาติกำเนิด จึงทำให้จั๋งจีนมักปรากฏร่วมอยู่คู่กับการตกแต่งสไตล์โอเรียนทัล เรือนไทยเองก็สามารถใช้ได้เช่นกัน และหากนำจั๋งจีนมาปลูกวางเป็นกอริมเชิงบันไดขึ้นเรือน นอกจากจะเพิ่มความนุ่มนวลชวนมองให้หน้าตัวเรือนแล้ว ยังเป็นพุ่มปิดบังช่องว่างไม่น่ามองใต้ชานพักบันไดได้อีกด้วย

 
จั๋งจีน
  
   พลับพลึง (Crinum asiaticum Linn)
ไม้ พุ่ม สูงประมาณ 1-2 เมตร ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ สีขาวหรือม่วงแดง มีกลิ่นหอมและสวยงาม ทรงต้นสวยด้วยแผ่นใบเรียวยาวรูปดาบ เรียงสลับเวียนรอบต้น แม้ปลูกเพียงต้นเดียวริมสวนก็ เป็นจุดเด่นและจุดพักสายตาที่ชวนมองได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าได้ปลูกริมตลิ่ง จะเข้ากันได้ดีกับสวนน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งพรรณไม้ที่อยากแนะนำให้ปลูกคู่บ้านไทย
 
พลับพลึง
   
 เอื้องหมายนาด่าง ( Costus speciosus "Marginatus" )
เป็น ไม้พุ่ม ขึ้นเป็นกอสวยงาม สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบยาวรีปลายใบแหลม สีเขียวสด ขอบใบสีเหลืองนวล แตกเวียนรอบลำต้น ออกดอกสีขาวที่ยอด จากสีใบที่ค่อนข้างสว่างเมื่อนำมาประดับใส่ในกระถางใบสวย วางตั้งประดับบนเรือน จะช่วยดึงบรรยากาศเรือนไม้ที่เข้มขรึม ให้ดูสบายตาและอ่อนโยนลง

 
เอื้องหมายนาด่าง
  
   ปาล์มไผ่ ( Chamaedorea erumpens H.E. Moore)
เป็น ปาล์มที่มีขนาดเล็กเจริญเติบโตช้า สูงประมาณ 2 - 3 เมตร แตกกอสวยงาม ดูอ่อนช้อยคล้ายกอไผ่ และเหมาะดีกับการตกแต่งสไตล์โอเรียนทัล รวมทั้งสไตล์ไทย เมื่อปลูกใส่กระถางวางประดับหน้าฝาบ้านสามารถลดความแข็งกระด้างของแผ่นไม้ ให้ดูอ่อนช้อยลงได้ทันตา
 
ปาล์มไผ่

     เสน่ห์จันทน์แดง ( Homalomena rubescens Kunth)
ไม้ พุ่ม สูงประมาณ 0.5-1 เมตร ด้วยลักษณะทรงพุ่มต้น และใบที่มีสีเขียวเป็นมัน เส้นใบจมเป็นลอนเห็นชัดเจน และก้านใบสีแดงเข้ม ทำให้เสน่ห์จันทน์แดงเป็นต้นไม้ที่มีเสน่ห์สมชื่อ ชอบอยู่ในที่ร่มรำไร จึงสามารถปลูกเป็นไม้กระถางประดับในตัวเรือน ตั้งวางให้โดดเด่น เป็นจุดพักสายตา สร้างจังหวะของแนวระเบียงหรือฝาเรือนได้เป็นอย่างดี

 
เสน่ห์จันทน์แดง
   
  เดหลี ( Spathiphyllum sp)
เด หลีเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 0.3-0.5 เมตร ใบมีสีเขียวเข้มมันเป็นวาว ตัดกับดอกสีขาว อาจปลูกเรียงรอบเสาบ้านแถวใต้ถุนเรือน สีขาวของดอกตัดกับสีเข้มของเสาไม้ ทำให้มุมนั้นดูสว่างสดใส มีชีวิตชีวา หรืออาจนำไปปลูกลงกระถางเคลือบใบสวย วางตามมุมห้องหรือข้างตั่งไม้สไตล์ไทย เป็นการนำสีเขียวเข้ามาไว้ในบ้าน สร้างความชุ่มชื่นได้อีกแบบ
 
เดหลี
  
   พลูด่าง (Epipremnum aureus Engl)
เป็น ไม้เลื้อยที่หลายบ้านชอบปลูก อาจปลูกเป็นแปลงไม้คลุมดิน ทนร่มได้ดี จึงเหมาะกับสวนไทยที่ร่มครึ้ม เพราะแปลงพลูด่างจะช่วยเพิ่มความสว่างขึ้นมาได้ด้วยสีใบด่าง เขียวแกมขาวหรือเหลือง หรืออาจตัดปลูกใส่กระถางใบเตี้ยแช่น้ำให้ทอดเลื้อย วางประดับบนโต๊ะไม้ ช่วยให้บรรยากาศในบ้านไทยสว่าง ดูสดใส

พลูด่าง


ต้นสาละ


 ตอนประสูติ

          ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระพุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายาทรง
ครรภ์ใกล้ครบกำหนดพระสูติการ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมี
พระสูติการที่กรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียม
ประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับ
กรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้ 
"สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบท (ปัจจุบันคือตำบล "รุมมินเด" แขวง
เปชวาร์ ประเทศเนปาล)  พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ
และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่ง
ตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี คำว่าสิทธัตถะ แปลว่า
"สมปรารถนา"
ตอนตรัสรู้

          เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจุอยู่ในถาดทองคำของนาง
สุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การ
ลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรง
อธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ
จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลา
เย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และ
ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน ๖
 ตอนปรินิพพาน

          เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมือง
กุสินาราของมัลละกษัตริย์  ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก
จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหัน
พระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีห
ไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับ
พระบาทขวา) และแล้วเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน 
มีเรื่องที่ยังเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่  ๒ ประการด้วยกัน ได้แก่
   
    ๑.  สาละ มีอยู่  ๒ ชนิด   สาละอินเดีย  และสาละลังกา 

          ๑.๑  สาละอินเดีย Shorea robusta Roxb. มีชื่อสามัญว่า Sal,
Shal, Sakhuwan,Sal Tree, Sal of India, Religiosa (ภาษาละติน หมายถึง 
เกี่ยวเนื่องกับศาสนา)  มีถิ่นกำเนิด  ทางเหนือของประเทศอินเดีย  (ซึ่งปัจจุบัน
คือประเทศเนปาล)    ซึ่งเป็นชนิดที่เกี่ยวเนื่องกับพูทธประวัติโดยตรง  บางที
เรียกว่า  สาละใหญ่  หรือมหาสาละ


           สาละ เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง อยู่ในสกุล
Shorea  ในวงศ์  Dipterocarpaceae
                     ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้น
เปลาตรง เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ
ปลายกิ่งมักจะลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้า
เข้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น ดอก ออกเป็นช่อ
สั้นๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ  ๕ กลีบ
กลีบดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก ๕ ปีก
ยาว ๓ ปีก ปีกสั้น ๒ ปีก บน แต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก ๑๐ -๑๕ เส้น
ออกดอกประมาณกลางเดือนมีนาคม

            สาละอินเดียตอนนี้มีปลูกมากในรัฐอุตตรประเทศ แถบเมือง
โครักขปูร์ ไปสู่ด่านชายแดนโสเนาลี เชื่อมต่อเขตเนปาล เรียกว่าสวนป่าสาละ
พุทธชยันตี รัฐบาลปลูกเป็นที่ระลึกคราวที่พระพุทธศาสนาครบรอบ ๒๕๐๐ ปี
และพบมากในเขตเชิงเขาหิมาลัยของเนปาล
            ต้นสาละใหญ่ (ต้นสาละอินเดีย)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
“Shorea robusta Roxb.” อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae ในภาษาบาลีเรียกว่า
 “ต้นมหาสาละมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียทางเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือ
ประเทศเนปาล มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดีย
เรียกกันโดยทั่วไปว่า ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นไม้พันธุ์ที่อยู่ในตระกูลยาง
มีมากในแถบแคว้นเบงกอล อัสสัม ลุ่มน้ำยมุนา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึง
ขนาดใหญ่ สูงราว 10-25 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร ไม่ผลัดใบ

            เป็นไม้ที่มีความสง่างาม ด้วยว่ามีลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาล
อมดำ แตกเป็นร่องสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ใบดกหนา รูปไข่
ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลมสั้น ผิวใบเป็นมันเกลี้ยง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อย
ลู่ลง ดอกจะออกในช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นตาม
ปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลแข็ง
มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

             สาละใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีประโยชน์มาก ชาวอินเดียมักนำ
มาสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำสะพาน รวมถึงทำ
เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ส่วนเมล็ดนำมาใช้เป็น
อาหารสัตว์ และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนำมาทำอาหาร เช่น ทำเนย และใช้เป็น
น้ำมันตะเกียง รวมทั้งใช้ทำสบู่ด้วย

              นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรด้วย คือ ยางใช้
เป็นยาสมานแผล ยาห้ามเลือด ใช้แก้โรคผิวหนัง ตุ่มพุพอง โรคซิฟิลิส
โกโนเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง บิด โรคหูอักเสบ เป็นต้น, ผลใช้แก้โรคท้องเสีย
ท้องร่วง เป็นต้น 
  ในประเทศไทย หลวงบุเรศรบำรุงการ ได้นำเอาต้นสาละ
ใหญ่  หรือต้นซาลมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรี
มหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยปลูกไว้ที่หน้าพระ
อุโบสถ ๒ ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒
ธันวาคม ๒๕๑๐ อีก ๒ ต้น ในจำนวนนี้ได้ทรงปลูกไว้ในพระตำหนักจิตรลดาร
โหฐาน ๑ ต้น กับทรงมอบให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต.กระทิงลาย
อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีก ๑ ต้น

                     อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้
นำต้นสาละใหญ่มาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และที่ค่ายพักนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด
อ.งาว จ.ลำปาง

                   พุทธทาสภิกขุ ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่สวนโมกขพลาราม
อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และนายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง ก็ได้นำ
มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาตร์พุแค จ.สระบุรี ซึ่งต่างก็มีความเจริญงอกงามดี
และคาดว่าคงจะให้ผลเพื่อขยายพันธุ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นในเวลา
อันควร    

                 (สาละอินเดีย จะหาดูได้ที่หลังเจดีย์องค์ใหญ่วัดพระศรี
มหาธาตุบางเขน, วัดเบญจมบพิตร  และที่จิตตภาวัน วิทยาลัย จังหวัดชลบุรี
เป็นต้น)
๑.๒  สาละลังกา หรือ ต้นลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree)
เป็นพืชวงศ์จิก วงศ์ Lecythidaceae (ปัจจุบันจิกอยู่ในวงศ์ Barringtoniaceae)
มืชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis  Aubl. ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่เกี่ยว
เนื่องกับพุทธประวัติ  (ภาษาละติน  guianensis  แสดงว่ามีถิ่นกำเนิดจาก
ประเทศ  Guiana)

        สาละลังกา มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ Guiana และ
ประเทศอื่นๆ ในแถบทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะที่ราบลุ่มแม่น้ำอเมซอน นิยม
ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์

        เป็นพันธุ์ไม้นำมาจากประเทศคิวบา ศรีลังกาได้มาปลูก
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๒  ส่วนประเทศไทยปลูกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นไม้ยืนต้น
ผลัดใบสูง ๑๕-๒๕ เมตร เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องและเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยว
ออกเวียนสลับตามปลายกิ่งรูปใบหอกกลับ กว้าง ๕-๘ ซม. ยาว ๑๕-๓๐ ซม.
ปลายแหลม โคนสอบ มน ขอบใบจักตื้นๆ

สาละลังกา

        ดอกช่อใหญ่ ยาว ออกตามโคนต้น ดอกสีชมพูอม
เหลืองและแดง กลิ่นหอมแรง ออกเป็นช่อใหญ่ตามลำต้น กลีบดอก ๔-๖ กลีบ
แข็ง หักง่าย เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕-๘ ซม. โคน
ของเกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นรูปโค้ง ผลกลม ใหญ่สะดุดตา ผลแห้งเปลือกแข็ง
ผิวสีน้ำตาลปนแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐-๒๐ ซม. ผลสุกมีกลิ่นเหม็น ภายใน
มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่ ออกดอกเกือบตลอดปี ต้องการแสงแดดจัด ต้องการ
น้ำและความชื้นปานกลาง ขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท
         
        ชาวลังกาถือว่าเป็นต้นไม้มงคลในพระพุทธศาสนา  เห็น
ว่า  ดอกมีลักษณะสวยและมีกลิ่นหอม   จึงนำไปถวายพระ อีกทั้งนิยมปลูก
ภายในวัดมากกว่าตามอาคารบ้านเรือน

        (สาละลังกา ปัจจุบันปลูกอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
วัดพระนอนจักรสีห์ สิงห์บุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นต้น)  
 ปรากฏว่า  ตามวัดสำคัญต่าง ๆ  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และต่าง
จังหวัด  ได้นำสาละไปปลูก  แต่ส่วนมากจะเป็นสาละลังกา   อาจจะเกิด
ความเข้าใจผิดและสับสนก็เป็นได้ 

 
สาละลังกา
  
    ๒.  เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน    เมื่อพระพุทธเจ้า
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ 
ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์
ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ
ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์
เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวา) และแล้วเสด็จ
เข้าสู่พระปรินิพพาน

      สมัยก่อนคนไทยเข้าใจกันว่า ต้นสาละใหญ่เป็นต้นเดียวกับ ต้นรัง
ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Shorea siamensis Miq.” และใช้ในความหมาย
เดียวกันในพุทธประวัติ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก ส่วนที่แตกต่างกัน
ที่เด่นชัดคือ ต้นสาละใหญ่มีใบแก่ที่ร่วงหล่นเป็นสีเหลือง เกสรเพศผู้จำนวน ๑๕
อัน เส้นแขนงใบย่อยมี ๑๐-๑๒ คู่ ผลมีเส้นปีก ๑๐-๑๒ เส้น มีขนสั้นรูปดาว
ปกคลุมประปราย ส่วนต้นรังใบแก่มีสีแดง เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เส้นแขนงใบ
ย่อยมี ๑๔-๑๘ คู่ ผลมีเส้นที่ปีก ๗-๙ เส้น และไม่มีขนปกคลุม   (ภาษาละติน
ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไทย)
 สมัยก่อน หนังสือพุทธประวัติรวมทั้งแบบเรียน แทบทุกเล่ม  จะระบุ
ว่าทรงประทับระหว่างต้นรังทั้งคู่   ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องเป็นต้นสาละทั้งคู่   ทั้งนี้ 
อาจเป็นเพราะต้นสาละและตันรังมีความคล้ายคลึงกัน  จึงทำให้เกิดความเข้าใจ
ผิดเกิดขึ้นก็เป็นได้   ไม่ทราบว่าสมัยนี้ได้แก้ไขหมดแล้วหรือยัง
 
จากโอเคเนชั่น

ต้นไม้มงคลนาม ๙ ชนิดของไทย

       ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างความสดชื่นร่มเย็นสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้แก่มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตบนโลก และที่สำคัญยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย...